ภูมิปัญญาท้องถิ่น

ภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือ ภูมิปัญญาชาวบ้าน หมายถึง ความรู้ของชาวบ้าน ซึ่งเรียนรู้มาจากพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ญาติพี่น้อง หรือผู้มีความรู้ในหมู่บ้านในท้องถิ่นต่างๆ ความรู้ที่เป็นภูมิปัญญาเป็นความรู้ที่มีคุณธรรม สอนให้คนเป็นคนดี สอนให้คนเคารพธรรมชาติ รู้จักพึ่งพาอาศัยธรรมชาติโดยไม่ทาลาย ให้เคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และคนที่ล่วงลับไปแล้ว  ภูมิปัญญาชาวบ้านเป็นความรู้เรื่องการทำมาหากิน เช่น การจับปลา การปลูกพืช การเลี้ยงสัตว์ การทอผ้า ทอเสื่อ การสานตระกร้าและเครื่องใช้ด้วยไม้ไผ่ ด้วยหวาย การทาเครื่องปั้นดินเผา การทาเครื่องมือทางการเกษตร ศิลปะดนตรี การฟ้อนรา และการละเล่นต่างๆ การรักษาโรคด้วยวิธีต่างๆ เช่น การใช้ยาสมุนไพร การนวด เป็นต้นภูมิปัญญาเหล่านี้เป็นความรู้ความสามารถที่บรรพบุรุษได้สร้างสรรค์ และถ่ายทอดมาให้รุ่นลูกรุ่นหลาน โดยมีวิธีการหลายอย่างที่ทาให้ความรู้เหล่านี้เกิดประโยชน์แก่สังคมปัจจุบันด้วย คือ การอนุรักษ์ เป็น การบำรุงรักษาสิ่งที่ดีงามไว้ การฟื้นฟู คือ การรื้อฟื้นสิ่งที่ดีงามที่หายไป เลิกไป หรือกาลังจะเลิก ให้กลับมาเป็นประโยชน์ เช่น การรื้อฟื้นความนิยมในการเล่นดนตรีไทยและการประยุกต์ คือ การปรับ หรือการผสมผสานความรู้เก่ากับความรู้ใหม่เข้าด้วยกัน ให้เหมาะสมกับสมัยใหม่ เช่น การใช้ยาสมุนไพรในโรงพยาบาล ประสานกับการรักษาสมัยใหม่ การทาพิธีบวชต้นไม้ เพื่อให้คนร่วมมือกันอนุรักษ์ป่า

ความสำคัญของภูมิปัญญา

๑. ภูมิปัญญาทาให้ชาติและชุมชนผ่านพ้นวิกฤติและดารงความเป็นชาติ หรือชุมชนได้

๒.ภูมิปัญญาเป็นองค์ความรู้ที่มีคุณค่าและความดีงามที่จรรโลงชีวิตและวิถีชุมนให้อยู่ร่วมกับธรรมชาติและสภาวะแวดล้อมได้อย่างกลมกลืนและสมดุล

 ๓.ภูมิปัญญาเป็นพื้นฐานการประกอบอาชีพและเป็นรากฐานการพัฒนาที่เริ่มจากการพัฒนาเพื่อการพึ่งพาตนเอง การพัฒนาเพื่อการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน และการพัฒนาที่เกิดจากการผสมผสานองค์ความรู้สากลบนฐานภูมิปัญญาเดิม เพื่อเกิดเป็นภูมิปัญญาใหม่ที่เหมาะสมกับยุคสมัย

ดังนั้น ภูมิปัญญาจึงมีคุณค่าไม่เพียงแต่ต่อท้องถิ่นและผู้คนเท่านั้น แต่ยังเอื้อประโยชน์อย่างใหญ่หลวงต่อการวางแผนพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนและมั่นคง

วัฒนธรรมเกาหลี

วันนี้เราจะมาเรียนรู้เกี่ยวกีบประเทศเกาหลีให้มากขึ้นนะค่ะ เริ่มจากคาบสมุทรเกาหลีเป็นดินแดนที่มีอารยธรรมเก่าแก่มานานกว่า 5,000 ปีมาแล้ว โดยมีตำนานเล่าสืบต่อกันมาว่า เทพเจ้าตันกุนเป็นผู้สร้างชาตินี้ขึ้น โดยได้รวบรวมแว่นแคว้นบนคาบสมุทรเป็นปึกแผ่น เข้มแข็ง และทำการปกครองบ้านเมืองให้มีความร่มเย็นเป็นสุข รวมทั้งได้สร้างสมประเพณีวัฒนธรรมให้กลายเป็นประเทศที่มีเอกลักษณ์พิเศษแตกต่างไปจากสังคมอื่น ในขณะเดียวกัน เนื่องจากภูมิประเทศเต็มไปด้วยภูเขาสูงต่ำ ก่อให้เกิดทัศนียภาพสวยสดงดงามตระการตา ยิ่งในฤดูใบไม้ผลิที่ต้นเชอรี ดอกไม้ และพรรณไม้นานาชนิดบานสะพรั่ง อันเป็นภาพตรึงตาตรึงใจแก่ผู้พบเห็น จากความเจริญทางด้านอารยธรรมและการแต่งแต้มของธรรมชาติต่อภูมิประเทศให้วิจิตรพิสดารดังกล่าว จึงทำให้มีผู้ตั้งสมญานามของดินแดนส่วนนี้ของโลกว่า “ดินแดนสงบยามเช้า” (คำว่า โชซอน หมายถึง ดินแดนสงบยามเช้า — Land of the Morning Calm)

ประเทศเกาหลีเป็นคาบสมุทรที่ทอดตัวลงใต้จากศูนย์กลางชายฝั่งด้านตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปเอเชีย คาบสมุทรเกาหลีประกอบด้วยพื้นที่ประมาณ 220,000 ตารางกิโลเมตรกับเกาะใหญ่น้อยประมาณ 3,400 เกาะเรียงรายตลอดชายฝั่ง ณ เวลานี้ประเทศเกาหลีเป็นประเทศเดียวในโลกที่ยังคงถูกแบ่งแยกตามภูมิศาสตร์และลัทธิการปกครอง มีประชากรทั้งหมดประมาณเจ็ดสิบล้านคนทั้งในประเทศเกาหลีเหนือและใต้

แต่ประเทศเกาหลีที่เราจะศึกษาและเป็นที่น่าจับตามองของสังคมโลกในปัจจุบันคือเกาหลีใต้ ประเทศเกาหลีใต้หรือสาธารณรัฐเกาหลีมีประชากร 48 ล้านคน ประมาณ 10 ล้านคนจะอาศัยอยู่ในกรุงโซลซึ่งเป็นเมืองหลวง กรุงโซลนั้นถือว่าเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน 600 ปี ประเทศเกาหลีมีสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่สวยงาม จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาชาวเกาหลีเองได้เรียกผืนแผ่นดินแห่งนี้ว่า คึมซูกังซาน (geumsugangsan) หรือ “ผืนพรมทองแห่งแม่น้ำและภูเขา” ความน่าพิศวงของผืนแผ่นดินนี้ถ่ายทอดผ่านแต่ละช่วงฤดูกาลด้วยทัศนียภาพที่แตกต่างกันไป ภูมิอากาศของเกาหลีซึ่งแบ่งออกเป็นฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวนั้นมีความแตกต่างกันมากทีเดียว คือช่วงฤดูหนาวโดยปกติจะกินเวลายาวนาน ฤดูร้อนสั้นกว่า และฤดูใบไม้ผลิและใบไม้ร่วงเป็นฤดูที่สั้นที่สุด ช่วงเวลาฝนตกจะเป็นระหว่างฤดูร้อนในช่วงเดือนมิถุนายน

ชุดแต่งกายตามประเพณีของชาวเกาหลีคือ ฮันบก (Hanbok) ชุดที่ใช้แต่งกายในฤดูหนาวนั้นใช้ผ้าที่ทอจากฝ้ายและกางเกงยาวที่มีสายรัดที่ข้อเท้าซึ่งช่วยในการเก็บความร้อนของร่างกาย ในขณะที่ช่วงฤดูร้อนจะใช้ผ้าป่านลงแป้งแข็งหรือผ้ารามีซึ่งช่วยในการซึมซับและการแผ่ซ่านของความร้อนในร่างกายให้มากที่สุด

อาหารเกาหลีก็ได้รับการพัฒนาเพื่อตอบรับกับภูมิอากาศ ในภูมิภาคที่ฤดูหนาวกินเวลานาน เทคนิคการถนอมอาหารพิเศษได้ถูกวิวัฒน์ขึ้นเพื่อเก็บรักษาวิตามินในสูตรอาหารประเภทผัก กิมจิเป็นตัวอย่างอันเป็นสัญลักษณ์ของอาหารหมักดอง ความจริงที่ว่ากิมจิจะมีรสเค็มขึ้นถ้าใครนำมันจากทางเหนือที่หนาวเย็นมาสู่ทางใต้ที่อบอุ่นกว่านั้นเป็นเกี่ยวข้องกันมากกับลักษณะของอากาศ

 

วัฒนธรรมประเทศกรีซ

หลายๆคนอาจจะเคยรู้จักประเทศกรีซ หรือหลายๆคนอาจไม่เคยได้ยินก็ตามที แต่เราเชื่อว่า ส่วนใหญ่เพื่อนๆคงเคยได้ยินเกี่ยวกับอารยธรรมกรีก

กรีซ หรือเรียกอย่างเป็นทางการว่า สาธารณรัฐเฮลเลนิก เป็นประเทศที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปยุโรป ตอนใต้สุดของคาบสมุทรบอลข่าน มีพรมแดนทางเหนือติดกับประเทศบัลแกเรีย มาซิโดเนีย และแอลเบเนีย มีพรมแดนทางตะวันออกติดกับประเทศตุรกี อยู่ติดทะเลอีเจียนทางด้านตะวันออก ติดทะเลไอโอเนียนและทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทางด้านตะวันตกและใต้ กรีซนับว่าเป็นแหล่งอารยธรรมตะวันตกอันยิ่งใหญ่ และมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ซึ่งกรีซได้แผ่อิทธิพลไปยัง 3 ทวีป

ชาวกรีกเรียกประเทศตัวเองว่า Hellas ซึ่งภาษากรีกในปัจจุบันออกเสียง ว่า Ellas โดยในการพูดทั่วไปจะใช้คำว่า Ellada และมักจะเรียกตัวเองว่า Hellenes แม้กระทั่งในภาษาอังกฤษ ซึ่งคำภาษาอังกฤษ “Greece” มาจากชื่อละตินว่า Graecia หมายถึงพื้นที่ทางเหนือของกรีซในปัจจุบัน ซึ่งมีกลุ่มคนที่เรียกว่า Graikos อาศัยอยู่

ชาวกรีกมักจะมีนิสัยโผงผาง ตรงไปตรงมา คล้ายๆกับคนจีน แต่พอดีก็ดีสุดๆ แบบที่เขาเรียกกันว่า Drama Queen ประเทศกรีซขึ้นชื่อเป็นประเทศมรดกโลกแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นต้นแบบของทวีปยุโรป นักประวัติศาสตร์หลายคนกล่าวว่า ถ้าไม่มี อารยธรรมกรีก ก็คงไม่มีทวีปยุโรปที่มั่งคั่งขนาดนี้ ที่ประเทศกรีซสมัยก่อนได้ขึ้นชื่อว่าเป็นยุคทอง เพราะร่ำรวยมาก ที่ร่ำรวยแบบนี้ก็เพราะว่า ภูมิประเทศของกรีซนั้นส่วนใหญ่เป็นเนินเขา โขดหิน  ซึ่งสิ่งนี้ทำให้สัญชาตญาณการเอาตัวรอดของคนกรีกทำให้เป็นแรงผลักดันสู่ความร่ำรวย ซึ่งประเทศที่มีเนินเขา โขดหินนั้น เวลาเพาะปลูกอะไรก็ลำบาก จึงมีคนคิดการค้าระหว่างประเทศขึ้นมา โดยเอาสินค้าภายในกรีซไปค้าขายกับอียิปต์และประเทศอื่นๆ จากนั้นไม่นานกรีซก็ประสบผลสำเร็จกลายเป็นประเทศที่มั่งคั่ง เมื่อทุกคนร่ำรวย ก็พอที่จะมีเวลาว่างที่จะ เดินทางออกไปทะเล เพื่อค้นหาความลับของโลก ทำให้เกิดวรรณกรรมขึ้นมากมาย ที่หลายคนคงเคยอ่านกัน คือ นิยายเทพปรกณัมกรีก เกี่ยวกับเรื่องเทพทั้งหลายและความมหัศจรรย์มากมาย

อารยธรรมกรีกโบราณได้แก่อารยธรรมของนครรัฐกรีกซึ่งเจริญขึ้นบนผืนแผ่นดินกรีซในทวีปยุโรปและบริเวณชายฝั่งตะวันออกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนด้านเอเชียไมเนอร์ซึ่งในสมัยโบราณเรียกว่าไอโอเนีย(Ionia)อารยธรรมที่เจริญขึ้นในนครรัฐกรีกมีศูนย์กลางสำคัญอยู่ที่นครรัฐเอเธนส์และนครรัฐสปาร์ตานครรัฐเอเธนส์เป็นแหล่งความเจริญในด้านต่างๆ ทั้งทางด้านการปกครองเศรษฐกิจสังคมศิลปะวิทยาการรวมทั้งปรัชญาส่วนนครรัฐสปาร์ตาเจริญในลักษณะที่เป็นรัฐทหารในรูปเผด็จการมีความแข็งแกร่งเกรียงไกรเป็นผู้นำของนครรัฐอื่นๆกล้าหาญและเด็ดเดี่ยวในด้านการรบการศึกษาเกี่ยวกับอารยธรรมกรีกโบราณส่วนใหญ่จึงเป็นการศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับนครรัฐเอเธนส์และนครรัฐสปาร์ตาชาวกรีกโบราณเป็นชาวอินโด-ยูโรเปียนเรียกตัวเองว่าเฮลีนส์เรียกบ้านเมืองของตนเองว่าเฮลัสและเรียกอารยธรรมของตนเองว่าเฮเลนิคชาวกรีกตั้งบ้านเรือนของตนอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ตรงปลายสุดของทวีปยุโรปตรงตำแหน่งที่มาบรรจบกันของทวีปยุโรปเอเชียและแอฟริกาเป็นต้นเหตุให้กรีซโบราณได้รับอิทธิพลความเจริญโดยตรงจากทั้งอียิปต์และ เอเชียกรีซได้อาศัยอิทธิพลดังกล่าวพัฒนาอารยธรรมของตนขึ้นโดยคงไว้ซึ่งลักษณะที่เป็นของตัวเอง

ศิลปวัฒนธรรมประเทศลาว

สวัสดีค่ะเพื่อนๆทุกคน วันนี้เราจะพาเพื่อนๆทุกคนมาเรียนรู้และทำความรู้จักกับวัฒนธรรมประเพณีของประเทศลาว  เพื่อความเข้าใจในความแตกต่างของชนชาติและการเป็นมิตรประเทศที่ดี รับการเป็น AEC

ประเทศลาวถือว่าเป็นประเทศที่วัฒนธรรมและประเพณีที่มีความใกล้เคียงกับประเทศไทยมากที่สุด โดยเราสามารถสังเกตุ ได้จากภาษา รูปร่าง หน้าตาและอุปนิสัยพื้นฐานของคนในชาติที่มีความยิ้มแย้มแจ่มใส่ อ่อนน้อมถ่อมตนอยู่เสมอ อันจะสังเกตุเห็นได้จากขนบธรรมเนียมประเพณี ที่คนในประเทศลาวส่วนใหญ่ยังรักษาเอาไว้ได้เป็นอย่างดีนั้นแทบจะไม่แตกต่างกับบ้านเราเลยในด้านอัตลักษณ์ของชาวลาวนั้นถ้าแบ่งตามชาติพันธุ์แล้ว จะมีกลุ่มใหญ่ๆ ด้วยกันอยู่ 3 ชนเผ่าใหญ่ๆ ด้วยกัน ได้แก่ ลาวลุ่ม , ลาวเทิง , และลาวสูง

ในด้านความเชื่อและศาสนาของคนในประเทศลาวมากกว่า 90% นั้นนับถือศาสนาพุทธเหมือนกับประเทศของเรา ทั้งยังคงให้ความสำคัญกับวันพิเศษต่างๆ ในพุทธศาสนา รวมถึงพระภิษุเช่นเดี่ยวกับชาวไทยเรา และชาวลาวบางกลุ่มก็ชอบที่จะแวะเวียนมาทำบุญที่วัดในประเทศไทย รวมถึงให้ความนับถือพระเกจิดังๆ ในประเทศของเราอย่าง มากอีกด้วย

ในด้านภาษาของประเทศลาวนั้นนอกจากภาษาประจำชาติที่มีความใกล้เคียงกันมากกับภาษาไทยแล้ว ชาวลาวยังสามารถใช้ภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศสได้เป็นอย่างดี ดังนั้นเวลาที่คุณเดินทางไปประเทศลาวเวลาพูดคุยกับคนหนุ่มคนสาวสามารถใช้ภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศสในการสื่อสารได้ หรือจะพูดเป็นภาษาไทยเขาก็ฟังออกเช่นเดียวกันครับ

ศิลปวัฒนธรรมของประเทศลาวมีความใกล้เคียงกับประเทศไทยมาก แต่ก็มีบางจุดที่แตกต่างกัน เช่น ลวดลายของผ้าซิ่น งานจิตรกรรม วัดวาอารามมีรูปแบบที่แตกต่างกันอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับแยกจากกันไปเลย

ส่วนประเพณีของประเทศลาว และวันสำคัญก็เช่น ออกพรรษ งานแข่งเรือ , 20 มกราคม วันตั้งกองทัพประชาชนลาว 8 มีนาคมวันแม่หญิงลาว , 2 ธันวาคม วันชาติลาว เป็นต้น

 

วัฒนธรรมกัมพูชา

เพื่อนๆอยากทราบกันไหมค่ะว่า วัฒนธรรมของกัมพูชามีอะไรกันบ้าง วัฒนธรรมกัมพูชานั้นที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติมีพื้นฐานมาจากศาสนาทั้งศาสนาพุทธและศาสนาฮินดู กัมพูชาได้รับอิทธิพลจากอินเดียทั้งทางด้านภาษาและศิลปะผ่านทางแผ่นดินใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมทั้งจากการค้าทางทะเลทางไกลกับอินเดียและจีนจนเกิดอาณาจักรฟูนันขึ้นเป็นครั้งแรก

ประวัติศาสตร์

ยุคทองของกัมพูชาอยู่ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 14 – 19 ในยุคพระนครซึ่งมีอำนาจครอบคลุมพื้นที่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ระดับหนึ่ง แต่ก็ต้องทำสงครามกับเพื่อนบ้านที่แข็งแกร่งคือสยามกับไดเวียด สิ่งก่อสร้างทางศาสนาที่สำคัญในสมัยนี้คือนครวัดและนครธม และยังมีปราสาทหินที่พบได้ทั่วไปในเขตแดนของกัมพูชา ไทย ลาว และเวียดนามในปัจจุบัน อิทธิพลทางศิลปะของกัมพูชาทั้งสถาปัตยกรรม ดนตรี และนาฏศิลป์ได้ส่งผลต่อศิลปะของประเทศเพื่อนบ้านทั้งไทยและลาว

สถาปัตยกรรมและบ้านเรือน

สิ่งก่อสร้างในสมัยพระนครมักสร้างด้วยหิน ได้รับแรงบันดาลใจทางศาสนา ทั้งศาสนาพุทธและศาสนาฮินดู โดยสลักเรื่องเล่าทางศาสนาเหล่านี้ไว้บนผนัง รวมทั้งใช้สัญลักษณ์ทางศาสนาในการตกแต่ง ตัวอย่างเช่น พระราชวังในพนมเปญใช้รูปครุฑซึ่งเป็นเทพกึ่งนกศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาฮินดูในการตกแต่ง

ชนบทสมัยใหม่ในกัมพูชา ชาวบ้านมักอาศัยในบ้านทรงสี่เหลี่ยมที่มีขนาดผันแปรไปตามจำนวนสมาชิกในครัวเรือน สร้างด้วยไม้หรือไม้ไผ่ นิยมยกพื้นสูงเพื่อให้พ้นจากน้ำท่วมที่เกิดขึ้นทุกปี มีบันไดไม้สำหรับขึ้นบ้าน โดยทั่วไปจะแบ่งเป็นสามห้องที่กั้นด้วยฟากไม้ไผ่ การสร้างบ้านจะอาศัยความ ร่วมมือกันระหว่างครอบครัวนั้นและเพื่อนบ้าน ครัวจะแยกออกจากบ้านอยู่ใกล้ๆหรืออยู่ข้างหลัง ห้องน้ำจะอยู่แยกต่างหากจากบ้าน ส่วนบ้านของชาวจีนและชาวเวียดนามจะสร้างบนพื้น ในเขตเมืองมักเป็นอาคารพาณิชย์

การละเล่นมังคละพื้นบ้านสุโขทัย

มังคละ หมายถึง มงคล หรืองานที่เจริญก้าวหน้า มังคละจึงเป็นดนตรีที่เป็นมงคล ในศิลาจารึกหลักที่ 1 ที่ว่า “ท้าวหัวราน คำบง คำกลอง ด้วยเสียงพาทย์เสียงพิณ เลื่อนขับ” คำว่า คำบง คำกลอง เป็นคำโบราณที่มีใช้ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยแปลว่า การประโคม ดังนั้นคำว่า คำบง คำกลอง จึงหมายถึงการตีกลองหรือประโคมกลองที่ขึงด้วยหนัง

กลองมังคละเป็นดนตรีในลังกา ที่ใช้แสดงในพิธีมงคลทุกอย่าง เชื่อว่ากลองมังคละนี้เข้ามาพร้อมๆ กับพระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ในสมัยกรุงสุโขทัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยพระยาลิไท ดังนั้นมังคละจึงมิใช่เป็นของใหม่ที่ชาวบ้านคิดขึ้นเอง แต่เป็นดนตรีหลักที่กลับกลายมาเป็นดนตรีพื้นบ้านของสุโขทัย เครื่องดนตรีที่ใช้ในการแสดงมังคละนั้นมี กลองมังคละ ชาวบ้านเรียกว่า “โจ๊กโกร๊ด” ลักษณะเหมือนกลองยาวแต่มีขนาดเล็ก กว้างประมาณ 6 นิ้ว ไม่เกิน 7 นิ้ว สูงประมาณ 1 ฟุตเศษ หน้ากลองขึงด้วยหนังลักษณะเหมือนกลองยาวเด็ก แต่การเจาะขุดในตัวกลองนั้นทำเล็กกว่ากลองยาว เสียงจะดังแหลม และเป็นตัวสำคัญ

ในการเล่นมังคละ นอกจากกลองมังคละแล้วก็มีกลองสองหน้าอยู่ 2 ใบ ใบที่หนึ่งเป็นกลองที่ใช้ตียืน อีกตัวหนึ่งเป็นกลองที่ตีหลอน ชาวบ้านเรียกว่าจังหวะขัด นอกจากนี้ก็มีโหม่ง 3 ใบ ฉาบเล็ก หรือฉาบกรอ และฉาบใหญ่ เป็นเครื่องให้จังหวะในการเล่นมังคละ มังคละพื้นบ้านนั้นใช้ผู้บรรเลง 7 คน ส่วนผู้แสดงทั้งชายและหญิงไม่ต่ำกว่า 5 คนรวมแล้วประมาณ 20 คน การแต่งกายฝ่ายชายนุ่งโจงกระเบน สวมเสื้อคอกลม คาดเอวด้วยผ้าสีสันสดใส บางรายก็ประแป้ง แต่งหน้า ส่วนฝ่ายหญิงนั้นนิยมนุ่งโจงกระเบน ห่มผ้าแถบ แต่งหน้าแต่งผมให้สวยงาม เวลาที่ใช้ในการแสดงประมาณ 1 ชั่วโมง เพลงที่ใช้บรรเลงมีหลายเพลง มีท่ารำที่สวยงามและแปลกประหลาด เช่น ท่ากวางเหลียวหลัง ท่าแม่หม้ายทิ้งแป้ง ท่าลิงอุ้มแตง ฯลฯ คนดูเห็นแล้วก็ชอบใจ เพราะเป็นท่าที่พ่อครู แม่ครูได้ประดิษฐ์ท่ารำมาจนชำนิชำนาญสืบทอดมาถึงลูกหลาน ปัจจุบันได้มีหน่วยงานต่าง ๆ เห็นความสำคัญของการแสดงพื้นบ้านของจังหวัดสุโขทัย โดยเฉพาะสถานีโทรทัศน์ต่าง ๆได้มาถ่ายทำวิดีทัศน์ นำไปประชาสัมพันธ์เผยแพร่ทั่วประเทศ

ภูมิปัญญาท้องถิ่นภาคเหนือ โคมลอย

ประวัติโคมลอย

โคมลอย หรือบางท้องถิ่นเรียกว่า ว่าวหรือ โกม ยังแยกเป็นว่าวลม คือ ใช้ปล่อยในเวลากลางวัน และว่าวไฟใช้ปล่อยเวลากลางคืนโคมลอยมีลักษณะคล้ายลูกบอลลูน วัตถุประสงค์ในการปล่อยโคมลอยโดยทั่วไปแล้วชาวบ้านจะมีความเชื่อกันคือ

1. เพื่อทำเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชาสังฆบูชา

2. เพื่อให้โคมนั้นช่วยนำเอาเคราะห์ร้าย ภัยพิบัติต่างๆ ให้หายไปจากหมู่บ้าน

3. เพื่อความสนุกสนานรื่นเริงในเทศกาลต่างๆ

วิธีทำ

การทำโคมลอยนั้นในแต่ละหมู่บ้านก็จะมีคนที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการทำ การทำโคมจะร่วมกันทั้งหมู่บ้าน เมื่อรู้ข่าวว่าจะมีการปล่อยโคม ก็จะประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน ชาวบ้าน ต่างก็จะเอากระดาษที่เรียกกันว่า กระดาษว่าว มีสีต่างๆ กันหลายสีมารวมกันที่วัด ช่วยกันทำ โดยจะมีเจ้าตำรับหรือชาวบ้านจะเรียกว่า “เจ้าต่ำฮา” ได้กล่าวไว้ว่า จะใช้กระดาษเนื้อบาง ติดประกอบกันเป็นรูปทรงต่าง ๆ ส่วนใหญ่ทำเป็นลักษณะของถุงลมก้นใหญ่ วงปากแคบ กระดาษที่ใช้ทำนั้น จะใช้กระดาษสีเดียวหรือหลาย สี ก็ได้ แล้วแต่ความพอใจ ในสมัยก่อนนิยมมาช่วยกันทำที่วัด เพราะต้องใช้ สถานที่ทำเป็นลานกว้าง (เจ้าตำรา) เป็นคนคอยควบคุมดูแลให้เป็นไปตามตำรา ต่างก็ช่วยกันคนละไม้คนละมือจนเสร็จ

วิธีปล่อย

เมื่อทำเสร็จแล้วก็ต้องรอฤกษ์ในการปล่อย จนกระทั่งได้เวลาเหมาะแล้วก็จะช่วยกัน บ้างก็ถือไม้ค้ำยันไว้ เพื่อให้โคมลอยทรงตัวได้ อีกพวกหนึ่งก็เอาเชื้อเพลิงซึ่งจะใช้ผ้าชุบน้ำมันยางเผาหรือใช้ชัน ซึ่งเรียกกันว่า ขี้ขะย้า เผาเพื่อให้เกิดควัน นอกนั้นอยู่รอบๆ โดยเฉพาะพวกเด็กๆ จะมาห้อมล้อมดูด้วยความสนใจ บางทีก็จะมีกองเชียร์คือ กลองซิ่งม่องตีกันอย่างสนุกสนาน เมื่ออัดควันเข้าเต็มที่แล้วก็จะปล่อยขึ้นไปก็จะมีเสียงประทัดดังสนั่นหวั่นไหว กลองเชียร์ก็เร่งเร้าทำนองกลองให้ตื่นเต้นเร้าใจ

การปล่อยว่าวหรือโคมลอยนี้ ชาวบ้านมีความเชื่อกันว่า เพื่อให้ว่าวได้นำเอาเคราะห์ร้ายภัยพิบัติต่าง ๆ ออกไปจากหมู่บ้าน ดังนั้นว่าวหรือโคมลอยที่ปล่อยขึ้นไป ถ้าไปตกในบ้านใครบ้านนั้นต้องจะทำพิธีสะเดาะเคราะห์เพื่อล้างเสนียด จัญไรทั้งปวงออกไป นอกจากนี้ ยังถือกันว่าเป็นการทำเพื่อบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และเพื่อความสนุกสนาน สร้างความสามัคคีในหมู่บ้านอีกด้วยในปัจจุบันนี้ ก็ได้เริ่มนำเอาโคมลอยมาปล่อยในประเพณีสำคัญ ๆ เช่น งานล่องสะเปา วันเข้าพรรษา วันออกพรรษา งานลอยกระทง และงานที่เป็นสิริมงคลและอวมงคล

เครื่องสังคโลก

สังคโลก เป็นเครื่องปั้นดินเผาคุณภาพดี มีการเคลือบผิวและตกแต่งลวดลายงดงาม เผาด้วยความร้อนสูงมากประมาณ 1,150-1,280 องศาเซลเซียส เตาเผาและเทคนิคการเผาได้รับการพัฒนามาเป็นเวลานานนับร้อยปี ตั้งแต่สมัยต้นกรุงสุโขทัยจนปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา ดังที่มีเตาเผาปรากฏอยู่ที่อำเภอเมือง และอำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย และริมแม่น้ำน้อย อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี

รูปแบบของสังคโลกมีหลากหลายอันเนื่องมาจากเทคนิคการตกแต่งทั้งการเคลือบและลวดลายต่าง ๆ กัน ดังนี้

เครื่องปั้นดินเผาเนื้อแกร่งไม่เคลือบ แต่ประดับลวดลายด้วยการใช้แม่พิมพ์กดลวดลายประทับ เช่น ลายก้านขด หรือลายเรขาคณิต นอกจากนี้ก็มีการประดับด้วยวิธีการปั้นดิน แล้วแปะติดเข้ากับภาชนะก่อนเข้าเตาเผา เข้าใจว่าเป็นแบบดั้งเดิมที่มีมาก่อนและทำสืบต่อมาในระยะหลังด้วย

เครื่องถ้วยเคลือบสีน้ำตาลเข้มเป็นการเคลือบสีพื้นสีเดียว ลักษณะรูปแบบและสีน้ำเคลือบคล้ายกับเครื่องถ้วยลพบุรีประเภทเคลือบสีน้ำตาล

เครื่องถ้วยเคลือบขาวที่เขียนลวดลายใต้เคลือบสีน้ำตาล มีลักษณะคล้ายเครื่องถ้วยจีนจากเตาสือโจ้ว กับเครื่องถ้วยอันหนานของเวียดนาม

เครื่องถ้วยเคลือบขาวที่เขียนลวดลายบนเคลือบสีน้ำตาลทอง

เครื่องถ้วยเนื้อดินแกร่งกึ่งสโตนแวร์ไม่เคลือบแต่ชุบน้ำดิน แล้วเขียนลวดลายด้วยสีแดง

เครื่องถ้วยเคลือบสีเขียวไข่กา หรือเซลาดอน (celadon) ตกแต่งลวดลายด้วยการขูดและขุดลายในเนื้อดิน แล้วเคลือบทับ ประเภทนี้คล้ายคลึงกับเครื่องถ้วยจีนจากเตาหลงฉวน สมัยราชวงศ์ซ้องตอนปลายถึงราชวงศ์หยวน ประมาณพุทธศตวรรษที่ 19-20

เครื่องถ้วยดินเผา หรือตากให้แห้งแล้วนำสลิปน้ำดินขาวทาทับอย่างหนา ๆ สลักลายเบา แล้วจึงนำเข้าเตาเผา

ภูมิปัญญาไทยผ้าทอหาดเสี้ยว

          ที่ตำบลหาดเสี้ยว อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัยมีหมู่บ้านทอผ้าพื้นบ้านอยู่สี่หมู่บ้าน คือ บ้านหาดเสี้ยว บ้านหาดสูง บ้านใหม่ และบ้านแม่ราก ผ้าที่ผลิตในบริเวณหมู่บ้านเหล่านี้มักเป็นที่รู้จักกันทั่วไปว่า ผ้าหาดเสี้ยว ทั้งนี้อาจเป็นเพราะบริเวณบ้านหาดเสี้ยวอยู่ใกล้ถนน การคมนาคมสะดวก เป็นแหล่งกลางในการซื้อขายผ้าทอพื้นบ้าน แม้ผ้าที่ทอจากเขตอื่นของสุโขทัยที่มีขายอยู่ในบริเวณบ้านหาดเสี้ยวก็มักถูกเรียกรวมไปว่า เป็นผ้าหาดเสี้ยวด้วย

ชาวหาดเสี้ยวส่วนใหญ่เป็นคนเชื้อสายลาวพวนที่ถูกกวาดต้อนมาจากเมืองพวนตอนใต้ ของเมืองหลวงพระบางในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว บางกลุ่มไปตั้งถิ่นฐานอยู่ในบางท้องที่ของจังหวัดปราจีนบุรี มหาสารคาม และที่อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี

ชาวไทยพวนปัจจุบันที่ตำบลหาดเสี้ยวเป็นกลุ่มชนที่ยังคงรักษาวัฒนธรรมและประเพณี ดั้งเดิมของตนไว้โดยเฉพาะวัฒนธรรมการทอผ้าและการตีเหล็ก การทอผ้าในบริเวณหาดเสี้ยวเป็นประเพณีที่มีการถ่ายทอดสืบต่อกันตลอดมาในหมู่ผู้หญิง เพราะถือว่าการทอผ้าเป็นคุณสมบัติของผู้หญิงทุกคนที่จะต้องหัดทอผ้าให้เป็นก่อนอายุ 16 ปี โดยเริ่มด้วยการหัดกรอด้ายแล้วเริ่มทอผ้าตีนจก ซึ่งถือว่าเป็นผ้าทอที่มีกรรมวิธียุ่งยากที่สุด เมื่อทอผ้าตีนจกได้แล้วจะสามารถทอผ้าชนิดอื่นได้ไม่ยาก ดังนั้นหญิงสาวแทบทุกคนจึงมีผ้าซิ่นตีนจกประจำตัวแทบทุกคน เพราะซิ่นตีนจกเป็นผ้าสำคัญสำหรับนุ่งในพิธีต่าง ๆ นอกจากนี้ลักษณะทางสังคมยังกำหนดให้ผู้หญิงที่จะออกเรือนแต่งงานเป็นผู้เตรียมเครื่องใช้ไม้สอยในการออกเรือนที่เกี่ยวเนื่องกับผ้าแทบทั้งสิ้น เช่น ที่นอน ผ้าหลบนอน ผ้าห่ม ผ้าเช็ดหน้า ย่าม และผ้าขาวม้า เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นตัวบังคับให้ผู้หญิงต้องเป็นผู้ผลิต เป็นผู้ทอผ้าขึ้นเพื่อใช้ในชีวิตของตน ครั้นเมื่อสภาพทางเศรษฐกิจและสังคมเปลี่ยนแปลงไป ผ้าทอพื้นบ้านที่เคยผลิตใช้ในครอบครัวก็เปลี่ยนเป็นการผลิตเพื่อจำหน่าย จนในปัจจุบันชาวหาดเสี้ยวจำนวนไม่น้อยที่ยึดการทอผ้าเป็นอาชีพหลัก นอกจากบางส่วนที่ยังยึดอาชีพทำนาเป็นอาชีพหลัก และทอผ้าเป็นอาชีพรอง

ผ้าทอพื้นบ้านที่ทอจำหน่ายทั่วไปของชาวหาดเสี้ยว ได้แก่

ผ้าห่มนอน หรือผ้าหลบนอน เป็นผ้าฝ้ายเนื้อหนา ลายขัดแบบผ้าขาวม้า แต่ตาใหญ่สลับสี

หมอนผา หรือหมอนขวาน และหมอนสี่เหลี่ยมสำหรับหนุนนอน เป็นหมอนมีลวดลายหน้าหมอนเช่นเดียวกับหมอนอีสาน

ผ้าขาวม้า เป็นผ้าขาวม้าผ้าฝ้ายทอเป็นตาสี่เหลี่ยมสลับสี แต่ถ้าเป็นผ้ากราบพระจะมีลวดลายเป็นรูปสัตว์ที่เชิงผ้า เป็นรูปม้า ช้าง คนขี่ม้า และลายเรขาคณิต

ผ้าเช็ดหน้า มักทอด้วยฝ้ายสีขาวยกดอกในตัว กว้างประมาณสองคูณสี่คืบ ที่เชิงทั้งสองข้างทอเป็นรูปสัตว์ เช่น ช้าง ม้า หรือคนขี่ม้าประกอบลายเรขาคณิต แต่เดิมใช้ในพิธีแต่งงานสำหรับเจ้าบ่าวเจ้าสาว ใช้เช็ดหน้าเวลาเช้าวันรุ่งขึ้นของการแต่งงานแล้วเก็บไว้เป็นสิริมงคล ปัจจุบันผ้าประเภทนี้ได้ประยุกต์รูปแบบและลวดลายเพื่อใช้ประโยชน์อย่างอื่น เช่น ผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่เป็นต้น

ผ้าห่ม เป็นผ้าห่มคลุมออกนอกบ้านหรือห่มไปวัดหรืองานพิธี เป็นผ้าฝ้ายค่อนข้างหนาทอด้วยหูกหน้าแคบจึงต้องใช้สองผืนผนึกต่อกันตรงกลาง กว้างประมาณ 90 เซนติเมตร ยาวประมาณ 150 เซนติเมตร มักทอยกดอกด้วยไหมสีดำหรือฝ้ายย้อมคราม ลายละเอียดเรียกว่า ลายดอกพริกไทย ที่ขอบทอเป็นลายสีดำ สีเหลือง และสีแดงสลับกัน เชิงด้านหนึ่งจะมีลายกว้างเป็นพิเศษ แต่อีกด้านหนึ่งจะแคบกว่า และมักทำเป็นเชิงครุย ปล่อยเส้นด้ายเป็นเกลียวไว้

ย่าม เป็นของใช้ที่ทำจากผ้าทอที่มีชื่อเสียงอีกชนิดหนึ่งของหาดเสี้ยว แต่เดิมมักเป็นย่ามสีขาวลายเป็นเส้นดำสลับลงมา มีสามขนาด ขนาดใหญ่พิเศษใช้ใส่อุปกรณ์การทอผ้า ย่ามชนิดนี้มักแขวนประจำหูก หรือใส่ด้ายดิบไปย้อม หรือใส่ผ้าที่ทอแล้วไปขาย อีกชนิดหนึ่งใช้เป็นย่ามติดตัวเดินทาง และอีกชนิดหนึ่งเป็นย่ามขนาดเล็ก ผู้เฒ่าใช้ใส่ของกระจุกกระจิกติดตัวไปวัด ปัจจุบันแม้ย่ามชนิดนี้จะยังมีพอใช้กันอยู่ทั่วไปก็ตาม แต่ก็มีการทอย่ามเป็นสีต่าง ๆ โดยเฉพาะสีแดงจำหน่ายอยู่ทั่วไป

ซิ่นตีนจก ซิ่นหาดเสี้ยวแต่เดิมเป็นซิ่นต่อกันสามชิ้น ลายขวางแบบซิ่นล้านนาไทย มักเป็นผ้าฝ้ายอาจมีไหมสลับบ้างแต่ไม่ใคร่พบ ซิ่นหาดเสี้ยวมี 2 ชนิด คือ ซิ่นธรรมดาใช้ใส่อยู่กับบ้านและทำงาน และซิ่นตีนจกที่ใช้ในโอกาสพิเศษ เช่น งานบุญ งานเทศกาลและพิธีการสำคัญ ซิ่นธรรมดามักเป็นซิ่นพื้นลายขวางลำตัว มีเชิงเป็นแถบสีดำและสีแดงอมส้ม ส่วนซิ่นตีนจกนั้นจะประกอบด้วยสามส่วนคือ หัวซิ่น (ส่วนบน) ตัวซิ่น (ส่วนกลาง) และตีนซิ่น (ส่วนล่าง) ตีนจกคือเชิงซิ่นที่ใช้เทคนิคการควักหรือล้วงด้วยมือ ซึ่งอาจใช้ขนเม่น หรือไม้ช่วยก็ได้ ทำให้เกิดลวดลายบนผืนผ้าสลับสีสันสวยงาม ลายตีนจกของหาดเสี้ยวจะมีลักษณะการทอที่ทอคว่ำหน้าลายลง ลวดลายที่ทอเป็นลายเรขาคณิตเป็นหลัก ลายที่พบมีอยู่ 9 แบบด้วยกัน คือ

ลายสิบหกดอกตัด (ลายสิบหกขอ)

ลายสิบสองดอกตัด (ลายแปดขอ)

ลายสี่ดอกตัด (ลายสี่ขอ)

ลายเครือใหญ่ (ลายดอกเครือใหญ่)

ลายเครือกลาง (ลายดอกเครือกลาง)

ลายเครือน้อย (ลายดอกเครือน้อย)

ลายอ่างน้ำ

ลายสองท้อง

ลายดอกสองท้อง

ลายนกหมู่

ลายนกแถว

ลายนกคุ้ม

ลายนกคาบ

ลายฟันปลา

เครือขอ

โงะ

ลายสร้อยลา

ลายใหญ่เหล่านี้จะทอสลับลายหน้ากระดานเล็ก ๆ คั่นเป็นชั้น ๆ สีที่ใช้มักออกวรรณะสีต่าง ๆ แต่หนักไปทางวรรณะสีแดงอมส้ม สีส้ม และสีน้ำตาลปนเหลือง ส่วนลายเล็ก ๆ ที่ย่อมุมและสอดไส้จะเป็นสีเหลือง สีเขียว สีชมพู และสีครามเป็นส่วนใหญ่ ซิ่นตีนจกของบ้านหาดเสี้ยวเป็นผ้าทอพื้นบ้านที่มีเอกลักษณ์เฉพาะเด่นชัดและมีความประณีตงดงามอย่างยิ่ง

 

ภูมิปัญญาท้องถิ่น”ผ้าสามกษัตริย์”จังหวัดศรีสะเกษ

ผ้าสามกษัตริย์ เป็นการทอผ้าพื้นเมืองของกลุ่มสตรีบ้านหนองงูเหลือม ซึ่งเป็นการสืบทอดมาแต่รุ่นปู่ รุ่นย่า ตาทวด (ผลิตกันหลายจนเป็นที่รู้จักกันทั่วไป) บ้านอื่นๆกะมีคือกันแต่บ่หลายคือ ทางบ้านหนองงูเหลือม จ้าและลูกหลานเกิดใหม่ใหญ่ลุน เอามาผสมผสานกันก่อเกิดเป็นงานหัตถกรรม ฝีมืออันล้ำค่าเดิมผ้าลายสามกษัตริย์เกิดจากการนำเอาวัตถุดิบ3 ชนิด มาก่อให้เป็นผ้าผืนเดียวกัน วัตถุดิบเหล่านั้น

ได้แก่ 1.ไหม 2.ด้าย 3.ฝ้ายจึงมีชื่อเรียกว่าผ้าสามกษัตริย์ เมื่อใช้วัตถุดิบ 3ชนิดมาทอรวมกันจะทำให้เกิดปัญหาคือ การขาดง่ายของผ้าเนื่องจากคุณสมบัติและวิธีการดูแลรักษาของวัตถุดิบที่แตกต่างกันจากรุ่นต่อรุ่น ผ่านกาลเวลา การพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันลายผ้าหรือกรรมวิธีมีหลายขึ้นกว่าแต่ก่อนผ้าที่ชาวบ้านหนองงูเหลือมผลิตขึ้นนั้น แบ่งตามลักษณะทอมีอยู่ 3 ประเภท คือ

ผ้าพื้น เป็นผ้าทอลายขัดใช้เส้นยืนและเส้นพุ่งสีเดียวทอตลอดทั้งผืน เป็นผ้าพื้นเรียบ ไม่มีลาย เช่นม่อฮ่อมผ้าพื้นฝ้ายฯลฯ

ผ้าลายเป็นผ้าที่ทอออกมาแล้วจะมีลวดลายบนผืนผ้าต่างจากผ้าพื้น เช่น ผ้าขาวม้า ผ้าโสร่งผ้าหางกระรอก ผ้าลายลูกแก้ว ผ้ามัดหมี่ฯลฯ

ผ้ายกดอก เป็นผ้าทอลายพิเศษต่างจากลายขัดธรรมดา ลายผ้าเกิดจากการใช้ตะกอบกี่มากขึ้นและผ้าสามกษัตริย์ในรูปแบบต่างๆ

ผ้าไหมมัดหมี่

ผ้าแพร ผ้าโสร่ง

วัตถุดิบและส่วนประกอบ

วัตถุดิบ

ผ้าสามกษัตริย์ไหมจะใช้ไหมเป็นวัตถุดิบในการผลิตทั้งหมด ซึ่งจะทำให้เกิดความเงางามซึ่งเป็นเอกลักษ์เฉพาะของผ้าไหม ผสมกับลวดลายที่พิเศษ แปลกใหม่สวยงาม วิจิตรอ่อนช้อย จึงทำให้ผ้าสามกษัตริย์มีราคาที่แตกต่างกันออกไปตามสีและลวดลายบนผืนผ้า รวมถึงวัตถุดิบในการทอด้วยราคาตั้งแต่

- ผ้าสามกษัตริย์ฝ้ายราคา 500 –700 บาท (1 ชุด 4 เมตร)

- ผ้าสามกษัตริย์ราคา 800 –1,300 บาท ( 1 ชุด 4 เมตร)

- ผ้าสามกษัตริย์ไหม 2,000 – 10,000 บาท ( 1 ชุด 4 เมตร)

ขั้นตอนและเวลาการผลิต

ผ้าสามกษัตริย์เป็นผ้าที่ต้องใช้เทคนิคเฉพาะบุคคลในการทอซึ่งใช้ความละเอียดและผสมกับลวดลายอันวิจิตร สวยงาม สีสันตามยุคตามสมัยจึงทอได้วันละไม่มาก กล่าวคือ ผ้าสามกษัตริย์จะทอได้ยากกว่าผ้าธรรมดาหรือผ้ามัดหมี่ ซึ่งผ้าสามกษัตริย์จะทอได้วันละ 70-100 เซนติเมตร ซึ่งขึ้นอยู่กับลวดลายด้วยจ้า

ผ้าสามกษัตริย์เป็นผ้าที่สวยงามได้มาตรฐาน เนื่องจากเทคนิคที่เกิดขึ้นทุกขั้นตอน ซึ่งเริ่มแต่กระบวนการเลือกไหม การย้อมไหมเป็นต้น ที่สำคัญอีกประการหนึ่งของการทอผ้าสามกษัคริย์ คือ จะใช้ฟืมที่มีขนาดของความถี่ ระดับ 40-50 ใช้เส้นไหมขนาดกลางและเส้นยืนจะให้เล็กกว่าเส้นพุ่ง เวลาขึ้นเส้นยืนจะต้องขึงเส้นให้ตึงในระดับพอดี อย่างสม่ำเสมอทุกๆเส้น เพราะเวลาทอออกมาแล้วจะทำให้ผ้าที่ได้แน่นพอดีกับการสวมใส ไม่บาง ไม่หนาจนเกินไป